ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุข บทเรียนชีวิต “บรรยง พงษ์พานิช”

ให้โอกาสตัวเองได้มีความสุข บทเรียนชีวิต “บรรยง พงษ์พานิช”

เศรษฐศาสตร์

เป็นต้นแบบนักเศรษฐศาสตร์และนักการเงินที่คร่ำหวอดในวงการตลาดทุนไทยมาหลายทศวรรษ โดยทุกครั้งที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชน ซุ่มเสียงตรงไปตรงมาคล้ายจะขวานผ่าซากของ “บรรยง พงษ์พานิช” ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มักสะกิดให้เกิดประเด็นถกเถียงกันร้อนฉ่าในสังคมไทย กระนั้น วิกฤติปัญหาสุขภาพครั้งใหญ่ ที่ทำให้ต้องกลับมาฝึกพูดฝึกเดินใหม่หมดวันละหลายพันก้าว ทำให้เขาสัญญาว่าจะให้โอกาสตัวเองอีกครั้ง เพื่อจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในแบบสำราญชน

“เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ผมป่วยแรงมากเป็นลิ่มเลือดอุดตันในสมอง โชคดีเจอขณะที่อยู่โรงพยาบาลผ่าตัดลิ้นหัวใจ, เป็นตอนตื่น และไม่โดนจุดสำคัญมาก ทำให้ซีกซ้ายเป็นอัมพฤกษ์ชั่วคราว แต่ไม่โดนส่วนความจำ, ส่วนความคิด และส่วนกวนตีนยังอยู่ครบ จึงฟื้นฟูกลับมาได้ ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลเดือนครึ่ง ต้องฝึกพูด, ฝึกกลืน, ฝึกเคี้ยว และฝึกเดินใหม่หมด สมองส่วนรับภาพแดมเมจนิดหน่อย ทำให้มีไบลนด์สปอต (จุดบอด) ทางซ้ายเยอะ ต้องฝึกเดินทุกวันบังคับตัวเองให้เดินวันละหลายพันก้าว จนทุกวันนี้ตีเทนนิสและตีกอล์ฟได้แล้ว แต่ขับรถไม่ได้อีกเลย”…นักคิดผู้สร้างแรงบันดาลใจเล่าถึงวิกฤติใหญ่หลังเกษียณที่น้อยคนจะล่วงรู้

ตอนเผชิญหน้ากับความตายและรอดวิกฤติมาได้นึกถึงอะไร

วันที่ผ่าตัดและฟื้นจากสโตรก ผมถามหมอว่าเร็วที่สุดจะไปต่างประเทศได้เมื่อไหร่ หมอบอกว่าเร็วที่สุดคือ 3 เดือนจากนี้ ผมเลยให้เมียจองตั๋วไปเที่ยวออสเตรียกันทั้งบ้าน พอซื้อตั๋วจองโรงแรมไปแล้วทุกอย่างคุณก็ต้องหาย นี่เป็นวิธีตั้งเป้าและกดดันตัวเอง ถ้าไม่หายก็ต้องนั่งดู 10 คนในบ้านไปเที่ยว ผมพยายามฝึกทุกอย่างเพื่อฟื้นร่างกายให้ได้ ซึ่งก็ได้ไปเที่ยวจริงๆ ผมไม่ได้คาดหวังว่าต้องกลับมาเพอร์เฟกต์เหมือนเดิม วันแรกเดินได้ 5 ก้าวก็ดีใจแล้ว ตื่นมาสิ่งแรกที่ทำทุกวันคือต้องเดินให้ได้ 2,000 ก้าว และวันหนึ่งต้องเดินให้ได้ 7,500 ก้าว

มองโลกเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะไหม

ผมได้อ่านพระไตรปิฎกตอนผู้มีราตรีเดียวอันเจริญ คือให้ใช้ชีวิตอยู่กับลมหายใจปัจจุบัน ถึงวันนี้ไม่ห่วงอะไรแล้ว อย่างเกียรตินาคินภัทรก็ไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะได้ผู้บริหารรุ่นใหม่ที่เก่งมากๆ แต่ผมห่วงเมียคนเดียว ถ้าผมเป็นอะไรไป เขาคงเสียใจและหาผัวใหม่ไม่ได้แล้ว!!

3 ปีมานี้ปฏิวัติตัวเองขนานใหญ่ยังไง

จากเดิมที่ชุ่ยๆ ผมกลายเป็นคนมีวินัยเกี่ยวกับสุขภาพขึ้นเยอะ แต่สิ่งหนึ่งที่คุมมาตลอดคือเรื่องน้ำหนัก ผมจบ มศ.5 น้ำหนัก 72 กก. พอจบมหาวิทยาลัย น้ำหนัก 75 กก. ตอนนี้น้ำหนัก 80 กก. ตลอดเวลา 50 ปี ถือว่าน้ำหนักขึ้นน้อยมาก ช่วงไหนน้ำหนักเกินจะกินน้อยออกกำลังกายมาก และกินอย่างไม่ตามใจปากมากเกินไปมีคนถามว่าทำยังไงไม่มีพุงเลย ผมบอกก็ลองนอนโรงพยาบาลสัก 3 เดือน ทุกวันนี้กินอย่างระมัดระวังกว่าเดิมมาก แต่อย่างทุเรียน ภรรยาให้กินแค่เดือนละ 2 เม็ด ตอนนี้เริ่มกลับมาดื่มไวน์แล้ว วันละ 2-3 แก้ว จากเมื่อก่อนดื่มทีละ 2 ขวด แต่แปลกผมเป็นคนดื่มเท่าไหร่ก็ไม่เมา หลังจากป่วยครั้งนั้นผมขับรถไม่ได้อีกแล้ว เลยยกรถสปอร์ตและรถปอร์เช่ให้หลาน ส่วนนาฬิกาต้องเปลี่ยนมาใช้นาฬิกาเพื่อสุขภาพ วัดหัวใจอะไรพวกนี้ เลยยกนาฬิกาสะสมทั้งหลายให้คนรอบตัวที่ยังใส่นาฬิกา ผมเป็นคนไม่หวงของหรอก อะไรที่เราไม่ได้ใช้แล้วจะยกให้คนอื่นหมด ก่อนหน้านี้ผมหยิบนาฬิกามาใส่ไปทำงานที่เกียรตินาคินภัทรวันละเรือน ตั้งใจว่ากูเจอใครที่ยังใส่นาฬิกาอยู่ จะถอดยกให้ตรงนั้น ปรากฏว่า 5 วัน ก็แจกหมดแล้ว นาฬิกาดีๆทั้งนั้น เช่น โรเล็กซ์, ปาเต๊ะ และแฟรงค์ มูลเลอร์ คนสมัยนี้เลิกใส่นาฬิกาแล้ว ฉะนั้นผมต้องให้นาฬิกาดีๆกับคนที่ยังใส่นาฬิกาจริงๆ